
glasstec 2026 งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกสำหรับอุตสาหกรรมแก้วและกระจก เตรียมกลับมาจัดขึ้นอีกครั้ง ณ เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2569 โดยรวบรวมผู้ผลิตชั้นนำ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักวิจัย และผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลก ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมแก้วและกระจก
คณะผู้จัดงาน glasstec จากประเทศเยอรมนี เดินหน้าจัดงานโรดโชว์ในภูมิภาคเอเชีย โดยครอบคลุมตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ไทย ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเวียดนาม สำหรับการจัดงานที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ได้รวบรวมผู้มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมแก้วและกระจกของไทย ทั้งผู้ผลิต ผู้แปรรูปกระจก สถาปนิก ผู้เชี่ยวชาญด้านฟาซาดและเปลือกผิวอาคาร (Façade) ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ตลอดจนสื่อมวลชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับนวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวโน้มสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมแก้วและกระจกโลกในอนาคต
สำหรับอุตสาหกรรมแก้วและกระจกไทย ซึ่งมีความเข้มแข็งทั้งด้านการผลิตและการส่งออก glasstec 2026 ถือเป็นเวทีเชิงกลยุทธ์ในการเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลก โอกาสด้านการลงทุน แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเครือข่ายซัพพลายเชนระดับนานาชาติ
อุตสาหกรรมแก้วและกระจกไทย พร้อมต่อยอดสู่การเติบโตระดับภูมิภาค

ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีฐานอุตสาหกรรมแข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน และเป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญของภูมิภาค โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม (สศอ.) ระบุว่า อุตสาหกรรมกระจกและผลิตภัณฑ์แก้วยังคงมีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการภายในประเทศและตลาดส่งออกในภูมิภาคอาเซียน
ภาคก่อสร้างของไทย ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการกระจกสถาปัตยกรรม มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยประมาณ 3-5% ต่อปีในระยะกลาง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐและการลงทุนจากภาคเอกชน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ประกาศเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 2569 ที่ระดับ 1.5 ล้านคัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความต้องการกระจกยานยนต์และกระจกเฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเชิงโครงสร้างเหล่านี้ช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและส่งออกกระจกสำหรับงานสถาปัตยกรรม ยานยนต์ และกระจกเพื่อใช้งานเฉพาะทางของภูมิภาค
glasstec 2026: เวทีเชิงกลยุทธ์เพื่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม
ในการจัดงานครั้งที่ผ่านมา glasstec มีผู้แสดงสินค้ากว่า 1,257 ราย จาก 50 ประเทศ และผู้เข้าชมงานกว่า 32,000 ราย จากมากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก โดยประมาณ 80% เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจ สะท้อนถึงศักยภาพของงานในฐานะแพลตฟอร์มด้านการจัดซื้อ การลงทุน และการสร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ สำหรับงานในปี 2569 จะมุ่งเน้นประเด็นสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมแก้วและกระจกโลก ได้แก่
- เทคโนโลยีการผลิตกระจกคาร์บอนต่ำและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
- ระบบดิจิทัลและการผลิตอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI
- นวัตกรรมแก้วและกระจกสมรรถนะสูง รวมถึงกระจกฟังก์ชันพิเศษ
- กลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและการผลิตที่สอดคล้องกับหลัก ESG
ประเด็นสำคัญเหล่านี้สอดคล้องกับนโยบาย BCG Economy Model (Bio-Circular-Green Economy) ของประเทศไทย ซึ่งมุ่งส่งเสริมการยกระดับภาคอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือ “glass technology live” ซึ่งพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคนิคชั้นนำของยุโรป เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคตในด้านวิศวกรรมอาคารและฟาซาด การคมนาคมและการเดินทางในเมืองยุคใหม่ (Urban mobility) การบูรณาการพลังงานหมุนเวียน และสถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ โปรแกรมการประชุมและเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ต่าง ๆ อาทิ CircuClarity Two, เวทีด้านสถาปัตยกรรม และการนำเสนอแนวโน้มอุตสาหกรรมกระจก ยังช่วยยกระดับ glasstec ให้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่เป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบาย และการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับสากล
เสริมบทบาทประเทศไทยในระบบนิเวศอุตสาหกรรมแก้วและกระจกของอาเซียน

ปัญญา ตันติสุวิชวงศ์ ประธาน กลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “อุตสาหกรรมแก้วและกระจกไทยกำลังก้าวสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้มากยิ่งขึ้น เวทีระดับนานาชาติอย่าง glasstec ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและแนวทางด้านความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมแก้วและกระจกของภูมิภาคอาเซียน”
ขยายความร่วมมือทางอุตสาหกรรมระหว่างไทยและเยอรมนี

แดเนียล ไฟเชอ ผู้อำนวยการโครงการ glasstec จาก Messe Düsseldorf GmbH กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดการผลิตและการส่งออกที่มีพลวัตสูงที่สุดในอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มกระจกสถาปัตยกรรมและกระจกยานยนต์ glasstec 2026 จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยี แนวโน้มอุตสาหกรรม โซลูชันด้านความยั่งยืน และเครือข่ายธุรกิจระดับนานาชาติที่กำลังกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมกระจกโลก เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานอย่างคึกคักในปี 2569”
ผู้ที่สนใจติดตามเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวโน้มล่าสุดของอุตสาหกรรมกระจกโลก สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและซื้อบัตรเข้าเยี่ยมชมงานได้ผ่านเว็บไซต์ทางการที่ www.glasstec-online.com







