Black Ribbon
  • Skip to main content
  • Skip to secondary menu
  • Skip to primary sidebar
  • Skip to footer
Thai Pack Magazine

Thai Pack Magazine

Thai Pack Magazine

  • Home
  • Activity
    • News
    • Events
  • Articles
    • Articles
    • Intrend
    • Focus
    • Special Scoop
    • Special Area
    • เรื่องเล่าคนทำกล่อง
  • E-Book
  • E-Directory
  • About Us
  • Advertise
  • Contact Us

สิงคโปร์เริ่มเรียกเก็บเงินมัดจำเครื่องดื่มบรรจุขวดและกระป๋อง

January 14, 2026 by ThaiPackMagazine

สิงคโปร์จะเริ่มเรียกเก็บเงินมัดจำสำหรับเครื่องดื่มบรรจุขวดและกระป๋อง ขนาดตั้งแต่ 150 มิลลิลิตร ถึง 3 ลิตร ในอัตรา 10 เซนต์ต่อหน่วย ซึ่งผู้บริโภคสามารถขอคืนเงินมัดจำได้เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการรับคืนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม (Beverage Container Return Scheme-BCRS) โครงการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 โดยภาครัฐได้ให้ระยะเวลาเพิ่มเติมแก่บริษัทเครื่องดื่มในการระบายสินค้าคงคลังเดิมที่ยังไม่เข้าข่ายระบบการคืนบรรจุภัณฑ์ เงินมัดจำดังกล่าวจะถูกรวมไว้ในราคาจำหน่ายของเครื่องดื่มตั้งแต่หน้าร้าน และผู้บริโภคจะได้รับเงินมัดจำคืนเมื่อส่งคืนขวดหรือกระป๋องเปล่าที่จุดรับคืนซึ่งกำหนดไว้ตามโครงการ

โครงการรับคืนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มประกาศใช้เป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2563 โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัดในหลุมฝังกลบ และเพิ่มอัตราการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มในสิงคโปร์ โดยใน พ.ศ. 2564 ขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์มีอัตราการรีไซเคิลเพียงร้อยละ 6 เท่านั้น เดิมโครงการมีกำหนดจะเริ่มดำเนินการในเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 อย่างไรก็ตาม ทางการได้เลื่อนการบังคับใช้ออกไปอีกหนึ่งปี เพื่อให้ผู้ผลิตมีเวลาเตรียมความพร้อม สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (NEA) ระบุว่า จากสถิติใน พ.ศ. 2563 มีการวางจำหน่ายเครื่องดื่มในกระป๋องโลหะประมาณ 660 ล้านหน่วย และในขวดพลาสติกประมาณ 390 ล้านหน่วยต่อปี โดยบรรจุภัณฑ์ทั้งสองประเภทนี้มีมูลค่าวัสดุสูง สามารถรวบรวมได้ง่าย และเหมาะสมต่อการนำไปรีไซเคิล

อย่างไรก็ดี บรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มที่จัดเตรียมสดใหม่ และเครื่องดื่มเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์เฉพาะทาง จะไม่อยู่ภายใต้โครงการนี้

บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มทุกชนิดที่เข้าร่วมโครงการจะมีสัญลักษณ์เงินมัดจำของสิงคโปร์และบาร์โค้ดเฉพาะ เพื่อใช้ในการระบุและรับคืน ทั้งนี้ ผู้นำเข้าและผู้ผลิตเครื่องดื่มที่อยู่ในขอบเขตจะต้องเข้าร่วมโครงการตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ผลิตจะเริ่มจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีสัญลักษณ์เงินมัดจำของสิงคโปร์และบาร์โค้ดเฉพาะบนบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มที่ยังไม่มีสัญลักษณ์ดังกล่าวจะยังคงสามารถวางจำหน่ายได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 ภายใต้ช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการระบายสินค้าคงคลังเดิม และตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป เครื่องดื่มทุกชนิดที่จำหน่ายในบรรจุภัณฑ์ขวดหรือกระป๋องภายในขนาดที่กำหนด จะต้องมีการติดสัญลักษณ์และบาร์โค้ดของโครงการ และผู้จำหน่ายจะต้องเรียกเก็บเงินมัดจำ 10 เซนต์จากผู้บริโภค

หลังจากโครงการมีผลบังคับใช้ จะมีการกำหนดเป้าหมายอัตราการนำบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มกลับคืนไว้ที่ร้อยละ 60 และร้อยละ 70 ในปีแรกและปีที่สอง ตามลำดับ และตั้งแต่ปีที่สามเป็นต้นไป เป้าหมายอัตราการรับคืนจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 เมื่อโครงการเข้าสู่ภาวะคงที่ที่อัตราการรับคืนร้อยละ 80 คาดว่าจะสามารถรวบรวมบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อนำไปรีไซเคิลได้ประมาณ 800 ล้านชิ้นต่อปี

สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (NEA) ระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศที่ดำเนินโครงการลักษณะเดียวกันสามารถเพิ่มอัตราการรับคืนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเยอรมนีมีอัตราการรับคืนสูงถึงร้อยละ 98 และนอร์เวย์อยู่ที่ร้อยละ 92

ความคิดเห็นของสคต

การดำเนินโครงการรับคืนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มของสิงคโปร์สะท้อนถึงความมุ่งมั่นเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงแนวทางของรัฐบาลสิงคโปร์ในการผลักดันให้ผู้ผลิตมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ภายใต้หลักการความรับผิดชอบของผู้ผลิตที่ขยายขอบเขต (Extended Producer Responsibility: EPR) ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตต้องปรับกระบวนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับระบบและกฎระเบียบของสิงคโปร์

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกเครื่องดื่มเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ โครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายด้าน อาทิ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การติดฉลากสินค้า การตั้งราคา และการบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะในประเด็นเงินมัดจำและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของโครงการ BCRS ผู้ประกอบการจึงควรเร่งศึกษากฎระเบียบ รายละเอียดทางเทคนิค และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งพิจารณาการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนอย่างชัดเจน ซึ่งอาจช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดสิงคโปร์ในระยะยาว

ที่มา > www.ditp.go.th

facebookShare on Facebook
TwitterTweet

Filed Under: News Tagged With: Singapore

Primary Sidebar

New E-Book

THAI PACKAGING NEWSLETTER #176 March-April 2026

THAI PACKAGING NEWSLETTER #175 January-February 2026

THAI PACKAGING NEWSLETTER #174 November-December 2025

  • Facebook

ADVERTISING

Footer

Exclusive Clients

Recent

  • เอปสันปิดแคมเปญ “วิถีไทยไร้พลาสติก” ชวนลดพลาสติก ดูแลแมวจรกว่าร้อยชีวิต April 24, 2026
  • เฟดเอ็กซ์ เสริมทัพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ตอกย้ำเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 April 23, 2026
  • แคนนอน ประเทศไทย เปิดเวที “printHOW Bangkok 2026” ยกระดับธุรกิจด้วยโซลูชันการพิมพ์ใหม่ในธีม “Unlock the Full Power of Inkjet” April 23, 2026
  • เอปสันร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา ส่งต่อสิ่งของกว่า 4,000 ชิ้น ช่วยผู้ประสบภัยและลดขยะสู่สังคม April 22, 2026
  • เอปสันคว้า 3 รางวัลใหญ่ ตอกย้ำแบรนด์ที่ผู้บริโภคเชื่อมั่น พร้อมผู้นำนวัตกรรมและศักยภาพองค์กร April 21, 2026
  • ถามจริง ตอบจัง เรื่องที่ 30: พิจารณาอย่างไรจึงเข้าข่ายบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก? April 17, 2026
  • “Green That Scales” เปิดมุมมองใหม่แห่งการขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน April 16, 2026

Search

TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD.

471/3-4 Phayathai Place, Sri-Ayutthaya Road, Tung Phayathai Ratchatewi, Bangkok 10400

Tel. 0-2354-5333, 0-2644-4555

thaipackaging.mkt@gmail.com

Copyright © 2026 · Magazine Pro on Genesis Framework · WordPress · Log in