
สิงคโปร์จะเริ่มเรียกเก็บเงินมัดจำสำหรับเครื่องดื่มบรรจุขวดและกระป๋อง ขนาดตั้งแต่ 150 มิลลิลิตร ถึง 3 ลิตร ในอัตรา 10 เซนต์ต่อหน่วย ซึ่งผู้บริโภคสามารถขอคืนเงินมัดจำได้เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการรับคืนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม (Beverage Container Return Scheme-BCRS) โครงการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 โดยภาครัฐได้ให้ระยะเวลาเพิ่มเติมแก่บริษัทเครื่องดื่มในการระบายสินค้าคงคลังเดิมที่ยังไม่เข้าข่ายระบบการคืนบรรจุภัณฑ์ เงินมัดจำดังกล่าวจะถูกรวมไว้ในราคาจำหน่ายของเครื่องดื่มตั้งแต่หน้าร้าน และผู้บริโภคจะได้รับเงินมัดจำคืนเมื่อส่งคืนขวดหรือกระป๋องเปล่าที่จุดรับคืนซึ่งกำหนดไว้ตามโครงการ
โครงการรับคืนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มประกาศใช้เป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2563 โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัดในหลุมฝังกลบ และเพิ่มอัตราการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มในสิงคโปร์ โดยใน พ.ศ. 2564 ขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์มีอัตราการรีไซเคิลเพียงร้อยละ 6 เท่านั้น เดิมโครงการมีกำหนดจะเริ่มดำเนินการในเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 อย่างไรก็ตาม ทางการได้เลื่อนการบังคับใช้ออกไปอีกหนึ่งปี เพื่อให้ผู้ผลิตมีเวลาเตรียมความพร้อม สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (NEA) ระบุว่า จากสถิติใน พ.ศ. 2563 มีการวางจำหน่ายเครื่องดื่มในกระป๋องโลหะประมาณ 660 ล้านหน่วย และในขวดพลาสติกประมาณ 390 ล้านหน่วยต่อปี โดยบรรจุภัณฑ์ทั้งสองประเภทนี้มีมูลค่าวัสดุสูง สามารถรวบรวมได้ง่าย และเหมาะสมต่อการนำไปรีไซเคิล
อย่างไรก็ดี บรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มที่จัดเตรียมสดใหม่ และเครื่องดื่มเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์เฉพาะทาง จะไม่อยู่ภายใต้โครงการนี้
บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มทุกชนิดที่เข้าร่วมโครงการจะมีสัญลักษณ์เงินมัดจำของสิงคโปร์และบาร์โค้ดเฉพาะ เพื่อใช้ในการระบุและรับคืน ทั้งนี้ ผู้นำเข้าและผู้ผลิตเครื่องดื่มที่อยู่ในขอบเขตจะต้องเข้าร่วมโครงการตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ผลิตจะเริ่มจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีสัญลักษณ์เงินมัดจำของสิงคโปร์และบาร์โค้ดเฉพาะบนบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มที่ยังไม่มีสัญลักษณ์ดังกล่าวจะยังคงสามารถวางจำหน่ายได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 ภายใต้ช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการระบายสินค้าคงคลังเดิม และตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป เครื่องดื่มทุกชนิดที่จำหน่ายในบรรจุภัณฑ์ขวดหรือกระป๋องภายในขนาดที่กำหนด จะต้องมีการติดสัญลักษณ์และบาร์โค้ดของโครงการ และผู้จำหน่ายจะต้องเรียกเก็บเงินมัดจำ 10 เซนต์จากผู้บริโภค
หลังจากโครงการมีผลบังคับใช้ จะมีการกำหนดเป้าหมายอัตราการนำบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มกลับคืนไว้ที่ร้อยละ 60 และร้อยละ 70 ในปีแรกและปีที่สอง ตามลำดับ และตั้งแต่ปีที่สามเป็นต้นไป เป้าหมายอัตราการรับคืนจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 เมื่อโครงการเข้าสู่ภาวะคงที่ที่อัตราการรับคืนร้อยละ 80 คาดว่าจะสามารถรวบรวมบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อนำไปรีไซเคิลได้ประมาณ 800 ล้านชิ้นต่อปี
สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (NEA) ระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศที่ดำเนินโครงการลักษณะเดียวกันสามารถเพิ่มอัตราการรับคืนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเยอรมนีมีอัตราการรับคืนสูงถึงร้อยละ 98 และนอร์เวย์อยู่ที่ร้อยละ 92
ความคิดเห็นของสคต
การดำเนินโครงการรับคืนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มของสิงคโปร์สะท้อนถึงความมุ่งมั่นเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงแนวทางของรัฐบาลสิงคโปร์ในการผลักดันให้ผู้ผลิตมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ภายใต้หลักการความรับผิดชอบของผู้ผลิตที่ขยายขอบเขต (Extended Producer Responsibility: EPR) ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตต้องปรับกระบวนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับระบบและกฎระเบียบของสิงคโปร์
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกเครื่องดื่มเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ โครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายด้าน อาทิ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การติดฉลากสินค้า การตั้งราคา และการบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะในประเด็นเงินมัดจำและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของโครงการ BCRS ผู้ประกอบการจึงควรเร่งศึกษากฎระเบียบ รายละเอียดทางเทคนิค และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งพิจารณาการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนอย่างชัดเจน ซึ่งอาจช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดสิงคโปร์ในระยะยาว
ที่มา > www.ditp.go.th





