
นักวางแผนวิจัย (Research Planner) ของบริษัทค้าปลีกเครื่องสำอางรายใหญ่ หรือ @cosme เพื่อคาดการณ์แนวโน้มอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของญี่ปุ่นในปี 2026 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
1.“Ultra-shimmer Cosmetics” ความระยิบระยับแบบพอดี
หนึ่งในคีย์เวิร์ดสำคัญคือ “Ultra-shimmer Cosmetics” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทรนด์การแต่งหน้าแบบ Muted Makeup หรือการใช้โทนสีอ่อน สุภาพ เน้นผิวสวยเป็นธรรมชาติ และแนวโน้มได้รับความนิยมอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เริ่มเกิดกระแสใหม่คือ “อยากเพิ่มความระยิบระยับเล็กน้อย” การใช้ลิปสติกหรือบลัชออนที่มีประกายอย่างพอดี ไม่ดูจัดจ้านเกินไป กลายเป็นการพัฒนาเทรนด์จากความเรียบง่ายไปสู่ความมีมิติ
2.โทนสีที่ได้รับความสนใจ: มืดลึกแต่เน้นคุณภาพเนื้อสัมผัส
แม้โทนสีแบบ Muted (มิวท์) จะยังคงได้รับความนิยม แต่ลิปสติกโทนเข้ม เช่น สีม่วงหรือสีดำ เริ่มกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น โดยได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก K-pop นอกจากนี้ เทรนด์ใหม่ยังให้ความสำคัญกับ “เนื้อสัมผัส” มากกว่าสี สอดคล้องกับการแพร่หลายของวิดีโอแต่งหน้าบนโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดค่านิยมใหม่คือ “ดูสวยเมื่อเคลื่อนไหว” ไม่ใช่แค่สวยในภาพนิ่ง
3.การลงทุน “ด้านแฮร์แคร์” เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลเส้นผมมากขึ้น เห็นได้จากความนิยมของอุปกรณ์ความงาม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าด้านความงาม แบรนด์ ReFa หรือแม้แต่หัวฝักบัวอาบน้ำ ตัวอย่างเช่น ทรีตเมนต์บูสเตอร์จาก Cosme Decorte (KOSÉ) แม้มีราคาสูง แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก สะท้อนความเชื่อให้เพิ่มขึ้นว่า “ผมสวยช่วยให้ดูอ่อนเยาว์” แนวโน้มนี้คาดว่าจะขยายไปสู่ผู้บริโภคเพศชายในอนาคต
4.คนรุ่นใหม่ใส่ใจ Anti-Aging หรือ เวชศาสตร์ชะลอวัย มากขึ้น
แม้ในกลุ่มวัยรุ่นและวัย 20 ต้น ๆ เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลผิวเพื่อชะลอวัยมากขึ้น โดยเน้น การดูแลเฉพาะจุด (Parts Care / Spot Care) นอกจากนี้ อุปกรณ์ความงามที่เน้นการทำงานกับ พังผืด (Fascia) เช่น Face Pointer ก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น
5. เทรนด์ “การฟื้นฟูระหว่างการนอนหลับ”
กระแสการให้ความสำคัญกับ คุณภาพการนอนหลับ แข็งแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินค้าอย่างเสื้อผ้าเพื่อการฟื้นฟู (Recovery Wear) แอปพลิเคชันด้านการนอน และ Sleeping Mask ที่ช่วยบำรุงผิวระหว่างหลับ กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจสูง
6. เทรนด์ “ซื้อเพราะส่วนผสม (Ingredient-driven Cosmetics)”
เครื่องสำอางที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวเฉพาะด้าน โดยเน้นสารสำคัญ เช่น เรตินอล (Retinol) คืออนุพันธ์ของวิตามินเอ ที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว วิตามิน C ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์สำหรับ ผิวแพ้ง่าย ก็ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้บริโภค
7. นักท่องเที่ยวต่างชาติ: จาก “ซื้อยกล็อต” สู่ “ซื้ออย่างพิถีพิถัน”
พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่นเปลี่ยนจากการ “ช้อปแบบเหมาซื้อ” ไปสู่การเลือกซื้ออย่างมีคุณภาพสินค้าที่มีจุดขายด้านความเป็นญี่ปุ่น เช่น ส่วนผสมจาก การหมัก (Fermentation) หรือ Rice Power ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
เทรนด์เครื่องสำอางของญี่ปุ่นที่นำเสนอนี้ คาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระดับกลางถึงระยะยาว ในหลายภาคส่วน ดังนี้เทรนด์เน้นเนื้อสัมผัสและ Ultra-shimmer Cosmetics เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเครื่องสำอางและวัตถุดิบของไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านสูตรเจล ครีม รวมถึงวัตถุดิบประเภทกลิตเตอร์และไข่มุก เข้าสู่ตลาดในรูปแบบ OEM และการเป็นซัพพลายเออร์วัตถุดิบ
ข้อคิดเห็น/ ข้อเสนอแนะของ สคต. (สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ)
จากแนวโน้มตลาดเครื่องสำอางและความงามในญี่ปุ่น ไทยควรปรับกลยุทธ์จากการส่งออกแบบเดิมที่เน้น ราคาและปริมาณ ไปสู่การพัฒนาสินค้าที่ให้ความสำคัญกับ คุณภาพ ฟังก์ชันการใช้งาน เนื้อสัมผัส และส่วนผสมที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกแบบสูตรที่สอดคล้องกับเทรนด์ร่วมของญี่ปุ่นและเอเชีย การเปิดเผยข้อมูลด้านส่วนผสมและความปลอดภัยอย่างโปร่งใส ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายความร่วมมือกับบริษัทญี่ปุ่นนอกจากนี้ ในช่วงที่การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนจาก “ปริมาณ” เป็น “คุณภาพ” การนำผลการยอมรับและผลงานในตลาดญี่ปุ่นมาใช้เป็น มูลค่าแบรนด์ เพื่อขยายการส่งออกหรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน จะยิ่งเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในอนาคต ไทยควรมุ่งสู่การเป็นพันธมิตรในเชิงกลยุทธ์
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/wblw909i0595hkvwkh0yhbdd





