บทความนี้เป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่เป็นขยะมหาศาลหลังใช้แล้ว จนทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าถุงเหล่านี้เป็นผู้ร้ายของสิ่งแวดล้อม อาจารย์มยุรีจะมาชี้แจงต้นเหตุและแนวทางลดปัญหา
ผู้ถาม: ดิฉันเป็นอาจารย์ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง มีความสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายให้รณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกให้แก่นักเรียน แต่ไม่มีความรู้ในด้านถุงพลาสติกเท่าใดนัก ขอรบกวนถามอาจารย์ในเรื่องนี้ค่ะ
ผู้ตอบ: ขยะพลาสติกเป็นปัญหาสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในหลาย ๆ ประเทศ คนไทยส่วนใหญ่มักจะเฉยและคิดว่าเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐท้องถิ่น โดยลืมคิดว่าขยะพลาสติกเหล่านี้เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่แยกทิ้งให้เป็นที่เป็นทาง หากท้องถิ่นนั้นมีระบบการจัดการขยะที่ไม่ดี จะทำให้ขยะตกค้างมากมาย ขยะบางส่วนได้ไหลลงไปในแหล่งน้ำต่าง ๆ พลาสติกจึงถูกมองเป็นผู้ร้ายของสิ่งแวดล้อม
ขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ได้แก่ ถุงหิ้ว ถุงร้อน ถุงเย็น ถาดอาหาร ขวด ช้อน ส้อม ตะเกียบ หลอดดูด เป็นต้น ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้รายงานว่ามีมากถึง 3 ล้านตัน หรือ 11% ของขยะทั้งประเทศ ดังนั้นการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจึงควรทำอย่างยิ่งค่ะ
ผู้ถาม: ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวหมายถึงอะไร ถุงแบบใช้หลายครั้งคือถุงแบบไหนคะ
ผู้ตอบ: ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว แปลมาจากศัพท์เทคนิคภาษาอังกฤษ “Single Use Plastic Bag” เป็นถุงสำหรับใส่สินค้าเพื่อให้ความสะดวกในการบรรจุอาหารและสิ่งของต่าง ๆ หิ้วถือได้สะดวก มีการใช้ครั้งเดียวในเวลาและระยะทางสั้น ๆ แล้วก็ทิ้งทันที ถุงไม่ต้องทำหน้าที่คุ้มครองสินค้าให้มีอายุการเก็บนานและไม่ต้องมีฉลากตามกฎหมาย ถุงแบบนี้แบ่งเป็น 2 ประเภทย่อย คือ
1. ถุงหิ้ว ในประเทศไทยนิยมเรียกว่า “ถุงก๊อบแก๊ป” เนื่องจากเสียงของถุงที่ดังเมื่อมีการสัมผัส ใช้บรรจุสินค้าเพื่อความสะดวกในการหิ้ว
2. ถุงอเนกประสงค์ นิยมเรียกว่า “ถุงแกง หรือ ถุงร้อน-ถุงเย็น” ใช้บรรจุอาหารนานาชนิด เช่น ผลไม้สดตัดแต่ง อาหารสด อาหารแห้ง น้ำจิ้ม น้ำซุป เครื่องดื่ม เป็นต้น มักมัดปากถุงด้วยหนังสติ๊ก เพื่อแบ่งขายให้ผู้บริโภคนำไปบริโภคทันที
ถุงแบบใช้หลายครั้ง ไม่ได้เป็นศัพท์ทางเทคนิค แต่อนุโลมได้ว่าเป็นถุงที่ทำจากวัสดุที่แข็งแรง มีความทนทาน จึงใช้ได้หลายครั้ง เช่น ถุงหิ้วที่ทำจากพลาสติกแบบหนา/กระดาษแบบหนา/ผ้าฝ้ายฟอกขาว/กระสอบสาน เป็นต้น ถุงมักมีการออกแบบพิมพ์ให้สวยงามเพื่อใช้สื่อสารแบรนด์ของสินค้า
ถุงพลาสติกอีกประเภทที่ทำหน้าที่เป็นบรรจุภัณฑ์ ใช้บรรจุสินค้าแทบทุกชนิด เช่น ขนม อาหารสำเร็จรูป อาหารสัตว์เลี้ยง สบู่เหลว น้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นต้น เป็นการผลิตเชิงอุตสาหกรรม เพื่อขายในร้านค้าปลีกและส่งออก อาจารย์คิดว่าไม่ควรจัดอยู่ในถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ที่กล่าวข้างต้น เพราะมีวัตถุประสงค์ต่างกัน ทำจากพลาสติกที่เหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฟิล์มหลายชั้น ต้องปิดสนิท ไม่ให้รั่วซึม เพื่อรักษาคุณภาพของสินค้าให้มีอายุการเก็บนานขึ้น และต้องมีฉลากครบถ้วนตามกฎหมายเพื่อให้ข้อมูลสินค้าแก่ผู้บริโภค ดังนั้นการใช้ถุงประเภทนี้จึงมีความจำเป็นสำหรับผู้บริโภคในวิถีชีวิตปัจจุบันและมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ สามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรแปรรูป และช่วยลดการเน่าเสียของอาหารได้
ผู้ถาม: ดิฉันเพิ่งเข้าใจความแตกต่างของถุงพลาสติก แต่เดิมเข้าใจว่าถุงพลาสติกทุกอย่างเป็นบรรจุภัณฑ์หมด ถุงหิ้วพลาสติกกำเนิดเมื่อใด ทำไมจึงกลายเป็นผู้ร้ายที่สร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อมคะ
ผู้ตอบ: ใน ค.ศ.1959 Mr. Sten Gustaf Thulin ชาวสวิส ได้นำ PE มาพัฒนาเป็นถุง เพื่อใช้แทนถุงกระดาษ เพราะเหนียวกว่า ใช้ซ้ำได้ และลดการตัดไม้ที่ใช้ผลิตกระดาษ ต่อมาได้คิดค้นวิธีผลิตถุง PE แบบใหม่ที่ใส่ของได้มาก โดยการนำ PE มารีดเป็นแผ่นบาง แล้วนำสองแผ่นมาประกบ เชื่อมทั้งสี่ด้านเข้าด้วยกัน ก่อนจะเจาะบางส่วนออกเพื่อให้กลายเป็นหูหิ้ว แล้วตั้งชื่อถุงนี้ว่า “T-Shirt Bag” ตามลักษณะของถุงที่คล้ายเสื้อยืด ได้รับการรับรองสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 1965 จากนั้นได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวัสดุ PE และเครื่องผลิตถุงที่ไม่มีตะเข็บข้าง สะดวกในการหิ้วมากขึ้น มีความหนา ความเหนียว ความใสและขนาดต่าง ๆ จนทำให้ถุงหิ้วได้รับความนิยมสูงทั่วโลก
ถุงหิ้วพลาสติกแม้ว่ามีประโยชน์ แต่ในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายที่สร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อม อาจารย์คิดว่ามาจากหลายสาเหตุพร้อม ๆ กัน เช่น 1) ถุงมีราคาถูก ไม่ว่าจะซื้ออะไร จำนวนเท่าใด ขายที่แห่งใด ผู้ขายจะให้ถุงหิ้วสำหรับใส่สินค้าเสมอโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มจากลูกค้า (ค่าถุงรวมอยู่ในค่าดำเนินการธุรกิจ) ผู้ซื้อเองก็ชอบเพราะสะดวก แต่ไม่เห็นคุณค่า มีการสำรวจพบว่า คนไทย 1 คน ใช้ถุงหิ้วเฉลี่ยวันละ 8 ใบ หรือวันละประมาณ 500 ล้านใบต่อวัน ทั้งประเทศ 2) ถุงส่วนใหญ่บางมากและขาดง่าย ผู้ซื้อใช้ครั้งเดียวก็ทิ้ง 3) พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยจำนวนมากมักทิ้งถุงที่ใช้แล้วไม่เป็นที่เป็นทาง เป็นขยะเกลื่อนกลาด ไหลลงไปในแม่น้ำลำคลองและทะเล
เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว รัฐบาลไทยได้รณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้ถุงหิ้ว ด้วยการแนะนำให้ใช้ถุงผ้าแทน ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ได้ตอบสนองต่อมาตรการนี้ด้วยการงดให้ถุงหิ้ว บางรายคิดค่าถุงกับลูกค้าถ้าลูกค้าต้องการถุง บางรายยังให้ถุงแต่ต้องซื้อสินค้ามากขึ้น หรือเป็นสินค้าเปียกหรือร้อน เช่น อาหารแช่เย็น/แช่แข็ง อาหารที่อุ่นร้อนในเตาไมโครเวฟ ในเวลานั้นผู้บริโภคจำนวนมากได้ร้องเรียนว่าการงดให้ถุงหิ้วก่อให้เกิดความไม่สะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคที่เดินทางด้วยรถสาธารณะหรือเดินซื้อของที่ร้านข้างทาง อีกทั้งร้านค้าบางแห่งยอดขายลดลงเพราะไม่มีถุงบริการให้ลูกค้า รัฐบาลจึงกำหนดแนวทางให้ใช้ฟิล์มพลาสติกที่หนามากกว่า 36 ไมครอน สำหรับทำถุงหิ้วเพื่อให้เหนียวขึ้นและรณรงค์ให้นำไปใช้ซ้ำ ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ได้ทำตามคำแนะนำนี้ บางร้านพิมพ์ข้อความที่ถุงให้ใช้ซ้ำและรีไซเคิล นับว่าเป็นการลดปัญหาขยะของถุงหิ้วได้บ้าง
ผู้ถาม: เราควรงดใช้ถุงหิ้วพลาสติก หันมาใช้ถุงรักษ์โลก ได้แก่ ถุงผ้า ถุงกระดาษ ถุงพลาสติกย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ถุงสปันบอนด์ ตามรูปที่ส่งมานี้ดีกว่าไหมคะ

ผู้ตอบ: การจะตอบว่าดีกว่าหรือไม่ ต้องพิจารณาเปรียบเทียบคุณสมบัติของถุงเหล่านี้ สรุปให้ดังนี้
ถุงผ้า ส่วนใหญ่ทำจากผ้าฝ้ายฟอกขาว มีความแข็งแรง เหมาะกับการบรรจุของหนัก ใช้ซ้ำได้หลายครั้ง เมื่อสกปรกก็ซักได้ หากดูกระบวนการผลิตผ้าฝ้ายฟอกขาว จะพบว่ามีการใช้ทรัพยากรมาก ทั้งพลังงานและน้ำ อีกทั้งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ข้อมูลการวิจัยของกระทรวงสิ่งแวดล้อมและอาหารของประเทศเดนมาร์กได้รายงานว่า การใช้ถุงผ้าให้มีประสิทธิภาพ ต้องใช้ซ้ำถึงประมาณ 7,000 ครั้ง ดังนั้นถ้าใครมีถุงผ้าอยู่แล้วไม่ควรจะซื้อเพิ่ม แต่ใช้ซ้ำให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถุงกระดาษ ถ้าต้องการถุงที่แข็งแรง ควรทำจากกระดาษเหนียวสีน้ำตาล (Unbleached Kraft) เมื่อขาดก็แยกทิ้งไปรวมกับกระดาษอื่นเพื่อนำไปรีไซเคิล ถุงกระดาษไม่เหมาะกับการใส่สินค้าที่มีส่วนแหลมคม หรือสินค้าเปียก เช่น อาหารสด อาหารแช่แข็ง และอาหารอุ่นร้อนในเตาไมโครเวฟ เพราะถุงขาดง่าย นอกจากนี้ถุงกระดาษยังมีราคาสูงกว่าถุงหิ้วพลาสติกมากอีกด้วย
ถุงพลาสติก ในรูปที่คุณส่งมามีข้อความพิมพ์ว่า “ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ”
อาจารย์ไม่แน่ใจว่าทำจากพลาสติกอะไรค่ะ
- ถ้าถุงนี้ทำจากพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable/Compostable plastics) เช่น PBAT, PBS เป็นต้น ต้องผ่านมาตรฐานสากลที่ยอมรับ เช่น ISO 17088, ASTM D6400, EN 13432, มอก.17088 เป็นต้น พร้อมทั้งสัญลักษณ์รับรองของมาตรฐานนั้น (ดังรูป) พิมพ์ที่ถุง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นถุงที่สามารถย่อยสลายได้โดยจุลินทรีย์ในดินที่ฝังกลบ ได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และปุ๋ย ถุงนี้รักษ์โลก ไม่ก่อให้เกิดขยะ ดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ราคาถุงสูงกว่าถุงหิ้ว HDPE มาก

- ถ้าถุงนี้ทำจาก HDPE ที่มีการเติมสารที่ทำให้พลาสติกแตกสลายเมื่อถูกแสงแดด เราเรียกถุงพลาสติกนี้ว่า Oxo-Biodegradable ฟิล์มที่แตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เป็น Microplastics เบาและปลิวกระจายไปทั่ว ปะปนลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้สัตว์น้ำ เช่น เต่า ปลา แมงกะพรุน กินพลาสติกชิ้นเล็ก ๆ เหล่านี้เข้าไป ทำให้ตาย และเมื่อคนกินสัตว์เหล่านี้ต่อไปอีกทอดหนึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ถุงนี้ไม่รักษ์โลกและเป็นอันตรายต่อคนและสัตว์บางชนิด แม้ว่ารัฐบาลไทยได้ประกาศ Roadmap เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ว่าให้งดการใช้ถุง Oxo-Biodegradable ก็ตาม แต่ในปัจจุบันก็ยังมีผู้ประกอบการผลิตถุงเหล่านี้ออกมาขายและให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ผู้บริโภคเข้าใจผิดคิดว่าเป็นถุงรักษ์โลก
- ถ้าถุงนี้ทำจาก “Bio Mat” ที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติและข้าวโพด ผสมกับ HDPE จากข้อมูลที่เผยแพร่ในสื่อบอกว่า “ถุงนี้สามารถย่อยสลายได้ในบ่อฝังกลบในเวลา 5-10 ปี และได้มาตรฐาน ASTM D5526 และ ASTM D5511” มาตรฐานที่อ้างอิงต่างจากมาตรฐานพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (ASTM D6400) ที่กล่าวแล้วข้างต้น อาจารย์จึงไม่มั่นใจว่าถุงชนิดนี้จะรักษ์โลกหรือไม่
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ การทิ้งถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ที่ใช้แล้ว หากทิ้งปนกับถุงหิ้ว HDPE จะทำให้กระบวนการรีไซเคิล PE มีปัญหา เพราะเป็นพลาสติกต่างชนิดกัน
ถุงสปันบอนด์ (Spunbond) เป็นวัสดุที่ทำจากเส้นใย PP นำมาอัดแน่นเป็นแผ่นด้วยความร้อน มีโพรงอากาศเล็ก ๆ แทรกอยู่ ทำให้เปื่อยและยุ่ยง่ายเมื่อถูกความร้อนจากแสงแดด กลายเป็น Microplastics ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่นเดียวกับถุง Oxo-Biodegradable ดังนั้นถุงสปันบอนด์จึงไม่ใช่ถุงรักษ์โลก
ผู้ถาม: เป็นความรู้ใหม่ค่ะ ดิฉันไม่ทราบมาก่อน อาจารย์จะแนะนำว่าควรใช้ถุงหิ้วอะไรดีเพื่อรักษ์โลก
ผู้ตอบ: ข้อมูลทางเทคนิคเหล่านี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ทราบและไม่ค่อยมีการเผยแพร่ทำให้ถุงหิ้ว HDPE ถูกมองในแง่ลบเสมอ
ข้อแนะนำของอาจารย์ในการใช้ถุงหิ้วเพื่อรักษ์โลกและในราคาที่ไม่สูง มีดังนี้
- งดการใช้ถุง Oxo-Biodegradable และถุงสปันบอนด์ เพราะทำลายสิ่งแวดล้อม
- ควรใช้ถุงหิ้วต่อไปนี้
- ถุงผ้า ใช้ซ้ำให้นานที่สุด เพื่อให้คุ้มกับการใช้ทรัพยากรที่มากในกระบวนการผลิต
- ถุง HDPE ที่หนามากกว่า 36 ไมครอน โดยสามารถเลือกใช้วัสดุต่อไปนี้
- ใช้เม็ดใหม่ HDPE (รูป a)
- ใช้เม็ดรีไซเคิล (ที่เรียกว่า PCR-Post Consumer Recycle) HDPE 100% (รูป b)
- ใช้เม็ดใหม่ผสมกับเม็ดรีไซเคิล HDPE เช่น ใช้เม็ดรีไซเคิล 30% (รูป c) หรือใช้เม็ดรีไซเคิล 15% (รูป d)
ถุงเหล่านี้สามารถบรรจุสินค้าได้ทุกประเภท มีความเหนียว ทนน้ำ ควรใช้ซ้ำ เมื่อถุงหมดสภาพให้แยกทิ้งรวมกับ PE อื่น ๆ เพื่อรวบรวมไปรีไซเคิล การใช้เม็ดรีไซเคิลมีประโยชน์ในด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการหมุนเวียนของทรัพยากร ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศส่วนใหญ่ปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน

ผู้ถาม: ถุงอเนกประสงค์มีกี่ชนิดและสามารถรีไซเคิลได้ไหมคะ
ผู้ตอบ: ถุงอเนกประสงค์ใช้กันอย่างแพร่หลาย แบ่งชนิดตามอุณหภูมิในการใช้งาน ดังแสดงในตาราง
1. ถุงเย็น ทำด้วยฟิล์มพลาสติก LDPE (ใส) และ HDPE (ขุ่น)
2. ถุงร้อน ทำด้วยฟิล์มพลาสติก PP (ใส) และ HDPE (ขุ่น)
จะสังเกตได้ว่าถุง HDPE เป็นทั้งถุงเย็นและถุงร้อน สามารถใช้บรรจุอาหารร้อนและอาหารแช่แข็งได้

ประเทศไทยมีผู้ผลิตถุงดังกล่าวจำนวนมาก มีหลายขนาดให้เลือกใช้ หาซื้อได้ง่าย ราคาถูก การผลิตไม่ยุ่งยาก ส่วนใหญ่ไม่มีการพิมพ์ ขายเป็นน้ำหนักต่อแพค เช่น แพคละ 500 กรัม จำนวนใบของถุงต่อแพคขึ้นอยู่กับชนิด ความหนา และขนาดของถุง ถุงใบนอกที่ทำหน้าที่รวมหน่วยจะมีการพิมพ์ข้อมูลของสินค้า เช่น ชนิดของถุง พลาสติกที่ใช้ ขนาดถุง ตราสินค้า ผู้ผลิต น้ำหนักบรรจุ เป็นต้น ดังรูป ผู้ใช้ถุงควรเลือกใช้ชนิดถุงให้เหมาะกับอุณหภูมิในการใช้งาน โดยอ่านฉลากของถุง หากถุงนอกหายไปจะมีโอกาสใช้ถุงผิดชนิดได้ เช่น ถุง LDPE และถุง PP มีความใสเหมือนกันแต่อุณหภูมิการใช้งานต่างกัน ถ้านำถุง LDPE ไปบรรจุอาหารร้อนจัดจะทำให้พลาสติกละลายและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

ถุงอเนกประสงค์เหล่านี้ทำจากฟิล์มพลาสติกชั้นเดียวของ LDPE, HDPE, PP ซึ่งสามารถรีไซเคิลได้ในเชิงการค้า แต่ในการใช้งานจริงแทบจะไม่มีการนำไปรีไซเคิล เพราะถุงที่ใช้แล้วปนเปื้อนอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเหลวและอาหารที่มีไขมันสูง จึงไม่มีการล้าง แยก และรวบรวมเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ทำให้ถุงที่ใช้แล้วอยู่ในกองขยะนานนับหลายร้อยปีกว่าจะสลายตัว จึงก่อปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม
ผู้ถาม: ในแต่ละวันบ้านเรามีขยะถุงเหล่านี้มากมายจริง ๆ เราจะแก้ไขปัญหากันอย่างไรดี มีเทคโนโลยีอะไรที่จะช่วยลดปัญหานี้ได้ไหมคะ
ผู้ตอบ: ถุงอเนกประสงค์มีการใช้เพิ่มขึ้นมาก มาจากความเฟื่องฟูของธุรกิจ Food Delivery และความฟุ่มเฟือยในการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (ถุง ถ้วย กล่อง ขวด ช้อน ส้อม หลอดดูด) คนไทยจะเลิกใช้ถุงอเนกประสงค์คงไม่ได้ เพราะเมนูอาหารส่วนใหญ่จะมีน้ำจิ้ม น้ำซอส และเครื่องเคียง ที่บรรจุในถุงขนาดต่าง ๆ
ตามความเห็นส่วนตัวของอาจารย์ แนวทางรีไซเคิลถุงอเนกประสงค์ที่ใช้แล้วไม่ใช่คำตอบ เพราะการปนเปื้อนของอาหารในถุงไม่เอื้อต่อการล้าง อันเป็นขั้นตอนแรกของการเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล แนวทางทำถุงให้ย่อยสลายได้ทางชีวภาพน่าจะเหมาะสม มี 2 เทคโนโลยี ดังนี้
1.ใช้ฟิล์มที่ทำจากพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable/ Compostable Plastics) เช่น PBS (Polybutylene Succinate), PBAT (Polybutylene Adipate) ถุงที่ใช้แล้วสามารถทิ้งปนไปกับเศษอาหาร ถุงจะค่อย ๆ ถูกย่อยสลายทางชีวภาพไปพร้อม ๆ กับเศษอาหาร PBS มีการผลิตในประเทศและสามารถนำมาเป่าเป็นฟิล์มได้ ปัญหาคือ ราคาของพลาสติกเหล่านี้สูงกว่าพลาสติกที่ใช้ในปัจจุบันมาก ทำให้ค่าถุงสูงขึ้นมาก ค่าสินค้าก็จะสูงตาม ผู้บริโภคจะไม่ยอมรับ
2.ใช้สารเติมแต่งเฉพาะ (Special Additive) เติมไปเพียงเล็กน้อยในเม็ดพลาสติกที่ใช้ปัจจุบัน เพื่อทำให้ฟิล์มพลาสติกย่อยสลายได้ในเวลาที่ไม่นานนัก เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัท SCGC ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสารเติมแต่งที่มีชื่อทางการค้าว่า “EcoRevo” ดังรูป เนื่องจากถุง PP ได้รับความนิยมสูงสุด จึงมีการทดลองเติม EcoRevo เพียง 2% ผสมกับเม็ด PP ผลที่ได้คือ ลักษณะภายนอกและคุณสมบัติของฟิล์มพลาสติกไม่ต่างไปจากเดิม ยังคงรีไซเคิลได้ (หากมีการล้างถุงที่ใช้แล้วและรวมเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล) และที่สำคัญคือ สามารถย่อยสลายด้วยตัวเองในดินฝังกลบภายใต้สภาวะปกติ ถุงเริ่มแตกตัวในเวลา 2-3 เดือน และย่อยสลายอย่างสมบูรณ์ในเวลา 2 ปี กลายเป็น Biomass ไม่เกิด Microplastics เทียบกับถุง PP ทั่วไปที่ใช้เวลาในการแตกสลายในเวลาหลายร้อยปี


แม้ว่าในปัจจุบันราคาของ EcoRevo จะสูง ทำให้ราคาถุง PP ที่เติม EcoRevo 2% สูงขึ้นประมาณ 20 บาท/กิโลกรัมของถุง หรือ สูงขึ้นประมาณ 30% ก็ตาม แต่นับว่าสูงขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีแรกและคุ้มค่าเมื่อพิจารณาต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม(ค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะถุงเหล่านี้) ที่รัฐหรือองค์กรท้องถิ่นต้องจ่าย
กฎหมาย EPR (Expanded Producer Responsibility) ของประเทศไทยจะมีผลบังคับใช้ใน พ.ศ. 2570 ผู้ผลิตถุงและผู้ใช้ถุงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการจัดการถุงที่ใช้แล้ว การทำให้ถุงอเนกประสงค์สามารถย่อยสลายได้โดยเทคโนโลยีที่ 2 ช่วยลดค่าธรรมเนียมลงได้ หากมีการผลิต EcoRevo มากขึ้นในอนาคต ราคาก็จะลดลง ราคาถุงจะลดลงตาม
ท้ายสุด อาจารย์ขอสรุปเรื่องนี้ว่า ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวไม่ใช่ผู้ร้ายของสิ่งแวดล้อม
ถุงหิ้ว HDPE กำเนิดมาเพื่อวัตถุประสงค์ให้ความสะดวกแก่ผู้บริโภค ใช้ทดแทนถุงกระดาษ จึงช่วยอนุรักษ์ป่าไม้ วันนี้วัตถุประสงค์ของถุงหิ้วยังเหมือนเดิม แต่มีการใช้กันอย่างฟุ่มเฟือย ดังนั้นพวกเราควรร่วมมือลดปัญหาขยะถุงหิ้ว โดยการใช้ถุงเท่าที่จำเป็น ใช้ให้คุ้มค่าด้วยการใช้ซ้ำ เมื่อหมดสภาพแยกทิ้งเพื่อรวบรวมนำไปรีไซเคิล
ถุงร้อนและถุงเย็น จำเป็นต่อธุรกิจขายปลีกอาหารในประเทศ ใช้เท่าที่จำเป็น ใช้แล้วทิ้งให้ถูกที่ แม้ว่าถุงจะรีไซเคิลได้ แต่ไม่เอื้ออำนวยต่อการล้าง การใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาให้ถุงย่อยสลายได้ในราคาที่ไม่สูง เป็นคำตอบที่น่าจะเหมาะสมต่อประเทศไทย
ผู้ถาม: ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ ได้ความรู้และข้อมูลที่มีประโยชน์มาก






